BookReview : ทุ่งร้างตาร์ตาร์และวัยหนุ่มที่หายไป

.

หากคุณเป็นคอวรรณกรรม คุณจะรู้ว่าโดยทั่วไปเรื่องแต่งมักจะสร้างความน่าเบื่อหน่ายในช่วงแรกที่อ่าน จนกว่าคุณจะดำดิ่งลงไปในโครงสร้างทางภาษาและเนื้อหาที่นักเขียน (และนักแปลที่เก่ง) จะพาเราไปในอีกร้อยหรือพันกว่าหน้าข้างหน้า ซึ่งการทนอ่านต่อไปเท่านั้นจะพาคุณไปยังจุดที่จะต้องอุทานขึ้นว่า “เอาแล้วสิ!” และทำให้คุณไม่เป็นอันกินอันนอน หยุดอ่านไม่ได้ในที่สุด

‘ทุ่งร้างตาร์ตาร์’ ก็ไม่เว้น ทีแรกผมซื้อเพราะชอบภาพปกของคุณเนียม มะวรคนอง (และไว้ใจใน Lighthouse Publishing จาก ‘วัยเยาว์อันสิ้นสูญ’ ด้วย) มันให้ความเหงา เหว่ว้า อ้างว้าง ขณะเดียวกันก็เชื้อเชิญให้ผมเดินเข้ามาใกล้ๆ อย่างน่าประหลาด

ผมอ่านทุ่งร้างตาร์ตาร์ 332 หน้าจบในหนึ่งสัปดาห์ แม้จะช้าไปสำหรับการโอ้อวดว่าเป็นนักอ่าน แต่เอาเป็นว่าถ้าคุณไม่มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับภูเขา เชิงเขา ไหล่เขา ยอดเขา แอ่งเขา สันเขา เทือกเขา เนินเขา หน้าผา และหุบเหวอะไรพวกนี้ มันจะทำให้คุณเกิดความอึดอัด เบื่อหน่าย และท้อถอยที่จะอ่านให้จบเป็นอย่างมาก เพราะคุณไม่มีทางจินตนาการถึงกิจกรรมต่างๆ ที่ป้อม ‘บาสติอานิ’ อันโดดเดี่ยวและอ้างว้างที่ตั้งอยู่ในภูมิประเทศดังกล่าว ซึ่งจะโผล่ขึ้นมาในบทบรรยายตลอดเล่มว่าด้วยชีวิตอันเอื่อยเฉื่อยจำเจและน่าเบื่อยิ่งกว่าของบรรดาทหารที่เคร่งครัดในระเบียบวินัย ตัดขาดจากโลกปกติ และเฝ้าพลัดเวรยามเพื่อรอสงครามจากทุ่งร้างตอนเหนืออย่างมีความหวัง ก่อนจะพบว่าได้สูญเสียสิ่งสำคัญในชีวิตมนุษย์ไปในที่สุดได้เลย

ผมเองเกือบจะหยุดอ่านตั้งแต่บทที่ 4 “อ่านเล่มอื่นดีมั้ย” ผมคิด แล้วไปหยิบ ‘ร้านหนังสือหลอนของคุณมิฟฟลิน’ ที่ซื้อมาพร้อมกัน แต่ภาพปกของทุ่งร้างตาร์ตาร์ก็กระซิบกระซาบกลับมาว่า “อ่าน-ต่อ-ไป-ซิ” ผมจึงต้องอ่านต่อไปจนรู้ตัวอีกทีก็พบว่าตัวเองกำลังอุทานว่า “เอาแล้วสิ!” พร้อมกับเลือดที่ถูกสูบฉีดขึ้นทันทีทันใด จนหาทางลงไม่ได้เสียแล้ว

ภาวะ ‘เอาแล้วสิ!’ ที่ว่าอาจอยู่ในจุดที่แตกต่างกันไป แล้วแต่ปมหรือจิตใต้สำนึกของแต่ละนักอ่าน แต่สำหรับผมอยู่ที่การปรากฏตัวของชายชราช่างตัดเสื้อในห้องใต้ดินของป้อม ผู้ดูปราดเปรื่องและมีความเชื่อแตกต่างจากทหาร แม้จะน่าเศร้าที่มิใช่แค่ร่างกายเท่านั้น หากเป็นความคิดของชายชราด้วยที่ถูกกดทับให้อยู่แต่ที่ชั้นใต้ดิน ไร้ความสำคัญ

ชีวิตทหารสำหรับบางคนยังเป็นเรื่องที่น่าตระหนกด้วย จริงอยู่ที่ทหารก็สำคัญ แต่เราได้อะไรจากการบรรจุความทรงจำต่ออาวุธสงครามแก่เด็กๆ ในวันเด็ก หรือการเสนอข่าวให้ขบขันของทีวีไทยเมื่อวัยรุ่นร่ำไห้เพราะจับได้ใบแดง เขาต้องอยู่ดูแลพ่อแม่ เขาอยากเรียนต่อ เขาอยากทำธุรกิจ หรือเขาจะกุเรื่องขึ้นมาเองก็ตาม สังคมมีสิทธิอะไรไปบังคับให้เขาต้องเป็นทหาร ทั้งที่โลกยุคใหม่มีแต่จะยกย่องการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี การไม่สะสมอาวุธ และการมีกองทัพเล็กๆ ที่มีคุณภาพ?

ตลอดทั้งเล่ม ตัวเอกในทุ่งร้างตาร์ตาร์ก็หมกมุ่นอยู่กับเรื่องเหล่านี้ อยากเป็นนายทหารที่มีเหตุมีผลกว่านี้ หรือออกไปทำอย่างอื่นเช่นเพื่อนๆ ที่โตมาด้วยกัน แต่เพราะความภูมิใจผิดๆ บางอย่าง ระบบระเบียบที่คุ้นชิน และความหวาดกลัวต่อชีวิตหากไม่ได้เป็นทหาร โดยที่วัยหนุ่มของเขาไม่ได้ถูกฝึกให้ทำอาชีพอื่นอีก ก็ทำให้ต้องกลับมาอยู่ที่เดิมต่อไป เพื่อสงครามที่ไม่รู้เมื่อไรจะมาถึง และเมื่อถึงแล้วประชาชนต้องล้มตายให้กับมันไปอีกกี่มากน้อย แลกกับดาบและดาวบนบ่าอันฉาบฉวยอันสะท้อนถึงความไม่มั่นคงภายใน

ผมนึกถึงฮะดีษที่อิบนุ อับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ได้รายงานมาจากท่านศาสนทูตมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ว่า “ให้เราฉวยโอกาสห้าประการต่อไปนี้ก่อนห้าประการหลังจะตามมา 1.ความหนุ่มสาวก่อนความชรา 2.สุขภาพที่ดีก่อนความเจ็บป่วย 3.ฐานะที่ดีก่อนความยากจน 4.เวลาที่ว่างก่อนจะมีงานยุ่ง และ 5.การมีชีวิตก่อนที่ความตายจะมาเยือน” (เศาะฮีหฺ อัตตัรฆีบ วัตตัรฮีบ น.3/311)

และในฮะดีษจากอิบนุ มัสอูด เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ที่ท่านศาสนทูตมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า “ในวันสิ้นโลก เท้าของลูกหลานอาดัม (กล่าวคือ มนุษยชาติ) จะไม่ถูกเคลื่อนย้ายโดยพระเจ้าไปไหน จนกว่าจะถูกถามว่า 1.เขาใช้อายุหมดไปกับอะไร 2.เขาใช้วัยหนุ่มสาวหมดไปกับอะไร 3.เขาได้ทรัพย์สินมาจากที่ใด 4.เขาใช้จ่ายมันออกไปยังไง และ 5.ความรู้ของเขาถูกนำไปปฏิบัติอย่างไร” (อัตติรมิซี : 2416 และเศาะฮีหฺ อัลญามิอฺ อัศเศาะฆีรฺ วะซิยาดะตุฮฺ น.1220)

น่าคิดนะครับว่าเหตุใดอิสลามจึงให้ความสำคัญกับวัยหนุ่มสาวและคุณภาพของเวลาที่พวกเขาใช้ไปเป็นอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม เมื่ออ่านไปใกล้จบและมาถึง ‘จุดพีก’ ของเรื่อง ที่ตัวเอกซึ่งเข้ามาอยู่ในป้อมตั้งแต่เป็นนายทหารหนุ่มวัยสามสิบต้นๆ กระทั่งได้เป็นผู้บังคับบัญชาในวัยชรา โดยที่เขาต้องแลกมันไปกับเวลาที่ดี โอกาสที่งดงามในชีวิต และสุขภาพที่กว่าจะมาถึงจุดหมายสำคัญในชีวิตทหาร เขาก็แทบจะต้องถือไม้เท้าขึ้นไปออกคำสั่งบนป้อม ผมก็คิดว่านักเขียนได้ทิ้งสัญญะบางอย่างให้กับตัวเอกและผู้อ่าน ผ่านทารกน้อยที่เขาพบหน้าร้านอาหารในเวลาเดียวกับที่กำลังพลซึ่งถูกเรียกให้ไปเสริมกำลังที่ป้อม (เพราะมีข่าวว่าหลังรอมาสามสิบปี ข้าศึกน่าจะใกล้เข้ามาจริงๆ แล้ว) เดินสวนเขาในอีกฟากหนึ่งของถนนพอดี

“โดรโกมองการหลับใหลของทารกน้อยผู้นั้นด้วยความประหลาดใจ มันช่างลึกซึ้งและอ่อนโยน แตกต่างจากการหลับใหลของผู้ใหญ่เสียเหลือเกิน”

และทำให้ผมนึกถึงเหตุการณ์ในนิทานเซนเรื่องนึงที่ฟังมาตั้งแต่เด็ก “นายทหารเข้าไปลูบศรีษะเด็กน้อยที่เล่นอยู่ริมถนน ด้วยมือเดียวกันกับที่จะเหนี่ยวไกปืนฆ่าผู้คนมากมาย ในหมู่บ้านข้างหน้า”

ทำให้เกิดคำถามว่าอะไรทำให้ทารกน้อยในอดีตโตไปเป็นนายทหาร ที่เวลาและความงดงามในชีวิตได้สูญสิ้นไปกับการประหัตประหารผู้คน และสิทธิอันใดหนอที่ทำให้นายทหารจำนวนไม่น้อยในโลกนี้สามารถที่จะทำลายความใฝ่ฝันของเด็กๆ ด้วยการสังหารพวกเขา หรือแม้แต่พลัดพรากพ่อแม่หรือคนที่เขารักไปจากชีวิตด้วยกับสงครามที่ส่วนมากแล้วไม่ได้ให้อะไรกับโลกเราจริงๆ

ขณะเดียวกันผมก็สงสัยว่ามีทหารกี่คนที่อ่านทุ่งร้างตาร์ตาร์แล้ว

.

ฮารูน สุหลง : เขียน

อ้างอิง :

  1. ทุ่งร้างตาร์ตาร์, ดิโน บุซซาติ (2561)
  2. เศาะฮีหฺ อัลญามิอฺ อัศเศาะฆีรฺ วะซิยาดะตุฮฺ, อัลมักตับ อัลอิสลามี (1408)
  3. เศาะฮีหฺ อัตตัรฆีบ วัตตัรฮีบ, มักตะบะฮฺ อัลมะอาริฟ (1421)

More from Haroun Sulong's Blog
All posts