ตำนานคำสั่งเผา ‘ห้องสมุดอเล็กซานเดรีย' ของเคาะลีฟะฮฺอุมัร บิน อัลค็อฏฏอบ

1

ผมเพิ่งอ่าน ‘หนังสือ/ห้องสมุด/เปลวไฟ’ ของซูซาน ออร์ลีน มาครับ แต่ช่วงที่ผู้เขียนไล่เรียงเหตุเพลิงไหม้ห้องสมุดอื่นในอดีต ก็ปรากฏเรื่องประหลาดใจดังนี้

“การเผาครั้งสุดท้ายและท้ายสุด ซึ่งลบห้องสมุดนี้ไปจากประวัติศาสตร์ตลอดกาล เกิดขึ้นเมื่อปีคริสต์ศักราช 640...เคาะลิฟะ โอมาร์ ผู้นำทัพมุสลิม บุกเข้าอียิปต์มาถึงห้องสมุด พระองค์ตรัสกับแม่ทัพนายกองว่า เนื้อหาที่ห้องสมุดเก็บไว้นั้น ถ้าไม่ขัดแย้งกับข้อความในคัมภีร์อัลกุรอาน ซึ่งถือเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำลายทิ้ง ก็สนับสนุนเนื้อหาในคัมภีร์อัลกุรอาน ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ซ้ำซ้อน ไม่ว่ามองในแง่ใด ห้องสมุดนี้ก็ต้องถูกทำลาย และการเผาก็กินเวลาหกเดือน จนกระทั่งแทบไม่มีอะไรเหลือให้เผาอีก และหนังสือไม่กี่เล่มที่เหลือก็นำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงต้มน้ำที่โรงอาบน้ำในท้องถิ่น”

การสืบค้นต่อมา ทำให้ผมรู้ว่าในปี 332 ก่อนคริสตกาล เมื่อกษัตริย์อเล็กซานเดอร์พิชิตอียิปต์จากจักรวรรดิเปอร์เซียโบราณ และกษัตริย์ทอเลมี ที่ 1 ขึ้นสืบทอดอำนาจชาวกรีกต่อนั้น ดิมิตริอุส นักพูด และผู้รวบรวมนิทานอีสปชาวเอเธนส์ แนะนำให้กษัตริย์ในราชวงค์นี้ สร้างห้องสมุดดังกล่าวที่รู้จักกันในชื่อ ‘The Great Library of Alexandria’ และ ‘The Daughter Library’ ในเมืองอเล็กซานเดรีย

แม้ไม่เหลือเศษซากอาคารแล้ว (เว้นแต่ชั้นหนังสือเล็กๆ ในผนังห้องใต้ดินของ ‘ห้องสมุดบุตรสาว’) แต่มันเคยเก็บพาพีรัสส่วนตัวของอริสโตเติลและจากที่อื่นไม่ต่ำกว่า 5 แสนม้วน และยังอุดหนุนจุนเจือนักปราชญ์อีกหลายคนที่เราคุ้นหูตั้งแต่เด็กอย่างยูคลิด, เอราทอสเทนีส, ฮิปปาร์คัส รวมถึง อาร์คิมิดีส ที่ทำให้คาร์ล แซแกน ต้องกล่าวถึงห้องสมุดนี้ใน ‘Cosmos’ ว่าเป็นสมองและหัวใจของโลกยุคโบราณเลยทีเดียว

แต่แล้วในปี 48 ก่อนคริสตกาล จูเลียส ซีซาร์ แม่ทัพโรมันก็สั่งเผากองเรือที่ปิดล้อมเขาช่วงสงครามกลางเมืองระหว่างคลิโอพัตรากับน้องชาย พลูทาร์ช นักปรัชญาและนักประวัติศาสตร์ชาวกรีกบอกว่า เปลวเพลิงลุกลามอู่ต่อเรือและเผาไหม้ครึ่งหนึ่งของ ‘ห้องสมุดใหญ่’ มันยังทำให้สตราโบ นักภูมิศาสตร์และพหูสูตชาวกรีกที่เคยอยู่ในเมืองช่วงปี 25-20 ก่อนคริสตกาล ต้องเสียใจอย่างหนัก เมื่อมันไม่เหลือความเป็นห้องสมุดให้คนอย่างเค้าเข้าไปค้นคว้าอะไรได้อีก

เช่นเดียวกับห้องสมุดบุตรสาว เมื่อจักรพรรดิคอนสแตนติน ละทิ้งเทพอะพอลโลในปี ค.ศ.321 และประกาศให้คริสต์เป็นศาสนาทางการของจักรวรรดิไบแซนไทน์ 70 ปีต่อมา จักรพรรดิธีโอโดซีอุส ที่ 1 ก็สั่งกวาดล้างกลุ่มนอกรีต (Pagan) โสเครตีส สคอลลาสติคัส นักประวัติศาสตร์ชาวกรีกบอกว่า เพื่อสร้างโบสถ์ขึ้นมาแทน ธีโอฟิลัส โป๊ปที่ 23 แห่งอเล็กซานเดรีย ต้องยั่วยุให้จักรพรรดิและฝูงชนทำลายวิหารเทพเซราปิส รวมถึงห้องสมุดบุตรสาวที่อยู่ใกล้กันจน “ราบถึงพื้นดิน” ดังที่ ธีโอโดเรต บิชอปแห่งไซรัส ที่เกิดหลังเหตุการณ์ 2 ปี บันทึกไว้

ส่วนไฮพาเทีย นักปราชญ์คนสำคัญผู้เป็นมรดกของห้องสมุดทั้งสองก็ถูกไซริล หลานชายและผู้สืบทอดของธีโอฟิลัส และ ‘Parabalani’ อาสาสมัครคริสต์สุดโต่ง ลากออกมาบนท้องถนนในปี ค.ศ.451 ฉีกทึ้งเสื้อผ้า สับร่างเป็นชิ้นๆ และเผาศพของเธอกลางจตุรัส สิ้นสูญตามห้องสมุดบุตรสาว ที่แซแกนเล่าว่าฝูงชนที่อินกับศาสนาใหม่มากกว่าวิทยาศาสตร์ “เผาหอสมุดลงจนพังทลายสิ้น” ไปก่อนหน้านี้

ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้นักวิชาการกระแสหลักหลายคนรวมถึง ฟิลิป เค.ฮิตติ ต้องย้ำใน ‘History of the Arabs’ เมื่ออัมรฺ บิน อัลอาศ กับ อัซซุบัยรฺ บิน อัลเอาวาม ซึ่งใน ‘อัตตารีค อัลอิสลามี’ ของอุสตาซ มะฮฺมูด ชากิร ระบุด้วยว่าถูกส่งมาภายหลังพร้อมมิกด๊าด บิน อัมรฺ, อุบาดะฮฺ บิน อัศศอมิต และมัสลามะฮฺ บิน มุค็อลลัด เพื่อเป็นบุคคลตัวอย่างให้กองทัพมุสลิมที่กำลังหลงในทางโลก จนการศึกล่าช้ามาแล้วกว่า 2 ปีนั้น พิชิตอียิปต์ได้ที่สุดในปี ค.ศ.642 โดยที่ไม่เหลือห้องสมุดสำคัญใดในอเล็กซานเดรียที่จะให้กองทัพมุสลิมเผาทำลายอย่างที่ถูกเล่าต่อๆ กันมาอีก

และเหนืออื่นใด คนแบบอุมัร บิน อัลค็อฏฏอบ ไม่เหมาะกับการเผาห้องสมุด ยิ่งเมื่อปรากฏในฮะดีษที่บันทึกโดยอิมามอัตติรมิซียฺ ลำดับที่ 3686 ว่าเขาคือตัวเต็งหากศาสนาจะให้มีศาสนทูตคนต่อไปด้วยแล้ว ก็ยิ่งย้อนแย้งกับ ‘เรื่องเล่า’ ข้างต้นของซูซาน ออร์ลีน

2

การกลับไปค้นข้อมูลในระดับปฐมภูมิจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น โดยตัดงานที่มักถูกอ้างถึงในเรื่องนี้จากอัลมักริซียฺ และอบูฟาราจิอุส ซึ่งพบว่าได้คัดลอกมาจากงานที่ ‘เก่าแก่ที่สุด’ เท่าที่นักประวัติศาสตร์จะหาได้ในขณะนี้ของอับดุลละฏีฟ อัลบัฆดาดียฺ กับ อะลี บิน ยูซุฟ อัลกิฟฏี ในศตวรรษที่ 12 หรือ 500 ปีกว่าหลังมุสลิมพิชิตอียิปต์

อัลบัฆดาดียฺ เป็นนายแพทย์และพหูสูตรชาวอิรัก เขาได้พบเศาะลาฮุดดีน อัลอัยยุบี พร้อมกับคนสนิทที่ชื่ออัลกิฟฏี ในช่วงปี ค.ศ.1203-1204 โดยบันทึกไว้ในหนังสือที่ถูกแปลเป็นภาษาฝรั่งเศสในปี 1810 ของซิลแว็สทร์ เดอ เซซี่ นักภาษาศาสตร์และบูรพาคดีชาวฝรั่งเศสว่า “และฉันยังเห็นว่ารอบๆ ‘Pompey’s Pillar’ มีเสาหลายต้นทั้งที่ยังดีและชำรุดไปแล้ว ที่ครั้งหนึ่งมันเคยค้ำโถงทางเดินของอริสโตเติลและลูกศิษย์หลังเรียนเสร็จ มันคือบ้านแห่งปัญญาที่อเล็กซานเดอร์มหาราชสร้างไว้ และเป็นห้องสมุดที่อุมัร บิน อัลค็อฏฏอบ สั่งให้อัมรฺ บิน อัลอาศเผาทำลาย”

แต่งานของอัลกิฟฏีน่าสนใจกว่า เขาเป็นนักประวัติศาสตร์ และผู้พิพากษาแห่งอเลปโปที่สนิทสนมกับแม่ทัพผู้พิชิตมัสญิดอัลอักศอจากครูเสดในปี ค.ศ.1187 และอียิปต์จากราชวงศ์ฟาติมิยะฮฺในปี ค.ศ.1171 ที่อาจเป็นเหตุผลในการ ‘แต่ง’ เรื่องนี้ขึ้นมาในหนังสือสารานุกรมนักปราชญ์ 414 คนของเขา ที่ถูกแปลเป็นภาษาเยอรมันโดย จูเลียส ลิปเปิร์ต นักประวัติศาสตร์ชาวออสเตรียนในชื่อ ‘Ta’rīḫ al-Ḥukamā’ อันเป็นฉบับย่ออีกทีจากฉบับภาษาอาหรับของนักวิชาการสองคนที่มีชีวิตอยู่ในในศตวรรษที่ 13 กับ 17 ส่วนต้นฉบับโดยอัลกิฟฏีนั้นสูญหาย ซึ่งทำให้ไม่สามารถเทียบได้ว่าใครบันทึกเรื่องพวกนี้ก่อนระหว่างเขากับอัลบัฆดาดียฺ

แต่ในสำนวนที่ยาวกว่าของอัลกิฟฏีนั้น ปรากฏนักปราชญ์ชาวคริสต์คนหนึ่งที่ชื่อ ยะหฺยา อันนะฮะวี ผู้กล่าวรายงานเรื่องห้องสมุดตั้งแต่สร้างเสร็จในรัชสมัยกษัตริย์ทอเลมี ที่ 2 แก่อัมรฺและได้ขอเก็บหนังสือเอาไว้จากการทำลาย อุมัรที่เวลานั้นอยู่ในนครเยรูซาเล็มจึงตอบคำถามของอัมรฺไปว่า “สำหรับหนังสือที่ท่านพูดถึง หากเนื้อหาสอดคล้องกับอัลกุรอาน เราก็มีสิ่งนั้นแล้ว และหากเนื้อหาขัดแย้งกับอัลกุรอาน เราก็ไม่จำเป็นต้องมีมันอยู่ ให้ท่านทำลายมันได้เลย” และอัลกิฟฏีนี่เอง ที่เพิ่มข้อมูลว่าหนังสือถูกนำไปเป็นเชื้อเพลิงในโรงอาบน้ำสาธารณะได้นานถึง 6 เดือน

แต่งานทั้งสองกลับมีตำหนิที่ชัดเจนเกินไป ชิบลี นุอฺมานี นักวิชาการอิสลามและพหูสูตรชาวอินเดียที่ตรวจสอบเรื่องนี้ตั้งแต่ปี ค.ศ.1898 ใน ‘An Enquiry in to the Destruction of the Grand Alexanderian Library’ และเชื่อว่าอัลบัฆดาดีคือคนแรกที่แต่งเรื่องนี้ขึ้น บอกว่าอริสโตเติลไม่เคยไปสอนที่นั่นด้วยซ้ำ เพราะไม่ว่าอริสโตเติลหรือกษัตริย์อเล็กซานเดอร์ ก็ล้วนตายไปแล้วไม่ต่ำกว่า 70 ปีก่อนที่ห้องสมุดแห่งแรกจะถูกสร้าง และ Pompey’s Pillar ที่ยังปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ก็ไม่ได้สร้างในยุคชาวกรีก ข้อเขียนของอัลบัฆดาดียฺจึงน่าจะมาจากการอ่านหรือฟัง ‘เขาเล่ากันมา’ โดยไม่ได้ตรวจสอบลำดับเหตุการณ์จริงทางประวัติศาสตร์

ขณะที่งานของอัลกิฟฏียิ่งน่าตกใจ เพราะยะหฺยา อันนะฮะวี ตายไปแล้วตั้งแต่ปี ค.ศ.570 โดยที่อุมัรยังไม่เกิด ขณะที่ท่านศาสนาทูตมุฮัมมัด ﷺ ก็ยังเป็นเด็กทารก อัลเฟรด.เจ.บัตเลอร์ นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษ จึงตั้งข้อสังเกตเพิ่มใน ‘The Arab Conquest of Egypt and the Last Thirty Years of the Roman Dominion’ ว่าพาพิรัสที่ทำจากหนังลูกวัวนั้นจะใช้เป็นเชื้อเพลิงได้อย่างไร? และการที่อัมรฺให้เวลามุเกากิสหรือไซรัสแห่งอเล็กซานเดรีย 11 เดือนก่อนเข้ายึดครองจริงนั้น ก็เพียงพอแล้วที่จะย้ายหนังสือ (ถ้ายังมี) จากเนินเซราปิอุมไปที่อื่น เรื่องนี้จึง “เป็นเพียงนิทาน ที่ขาดพื้นฐานความเข้าใจทางประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง”

และข้อเขียนของเบอร์ทรันด์ รัสเซลล์ นักปรัชญาและพหูสูตรชาวอังกฤษใน ‘Human Society in Ethics and Politics’ ที่ว่า “ผู้ทำลายมันคนแรกคือจุเลียส ซีซาร์ และคนสุดท้ายคือก่อนการปรากฏของศาสนทูต” ก็น่าเชื่อถือไม่น้อย แม้ว่าจะยังมีข้อสงสัยอื่นอีกว่าทำไมต้องเป็นยะหฺยา อันนะฮะวี? ทำไมจึงมีการแต่งเรื่องนี้ขึ้น? และทำไมมันถึงโด่งดังมากในยุโรป?

3

นักวิชาการบางท่านจึงเห็นว่าอัลกิฟฏีน่าจะจำสลับกับยะหฺยา อันนัควี ที่ใช้วัยชราของเขาในอเล็กซานเดรียราว 40 ปีให้หลังที่มุสลิมเข้าพิชิต แต่ข้อเท็จจริงใน ‘The Chronicle of John of Nikiu’ ที่เขาเขียนเอง กลับไม่ปรากฏกรณีอุมัรสั่งเผาห้องสมุดแต่อย่างใด แม้ว่าเขาจะเกลียดมุสลิม และได้บรรยายถึงความโหดเหี้ยมของอัมรฺกับกองทัพมุสลิมมากมายแค่ไหนก็ตาม

ทัศนะของเบอร์นาร์ด ลิวอิส นักบูรพาคดีชาวอังกฤษ กับ มุสฏอฟา อัลอับบาดี นักประวัติศาสตร์อารยธรรมอียิปต์-กรีก และอยู่เบื้องหลัง ‘Bibliotheca Alexandrina’ ที่มีรูปปั้นดิมิตริอุสตรงทางเข้า และจุหนังสือได้ถึง 8 ล้านเล่ม ดูจะเป็นทัศนะเดียวที่น่าเชื่อถือในปัจจุบันที่ ‘คาดว่า’ ทำไมจึงมีการแต่งเรื่องนี้ขึ้น ก็คือภายหลังจากที่แม่ทัพเศาะลาฮุดดีนพิชิตอียิปต์ เขาได้นำทรัพย์สินรวมถึง ‘หนังสือ’ หลวงจำนวนมากไปขายทอดตลาด เพื่อนำเงินมารณรงค์ศึกกับพวกครูเสดที่ยังยึดครองมัสญิดอัลอักศออยู่ และนั่นก็ทำให้ชาวอียิปต์โกรธมาก อัลกิฟฏีจึงแต่งเรื่องนี้ขึ้นมา “เพื่อให้เห็นว่าการขายเนื่องด้วยความจำเป็น เป็นอาชญากรรมน้อยกว่าการเผาหนังสือพวกนอกรีตแบบที่อุมัรทำ”

นอกจากนี้ ความเป็นเรื่องเล่าปรัมปรา ก็ทำให้นักสืบค้นพบความไม่น่าเชื่อถือได้อีกหลายจุด เช่น แม้ซูซาน ออร์ลีน จะไม่ยืนยันเรื่องนี้ แต่เธอก็บอกว่าอุมัรคือผู้นำทัพมาถึงห้องสมุด ‘ด้วยตัวเอง’ และ 6 เดือน! กลายเป็นระยะเวลาเผาไหม้ห้องสมุด แทน ‘ระยะเวลาที่โรงอาบน้ำอยู่ได้ด้วยเชื้อเพลิงหนังสือ’ ตามที่อัลกิฟฏีบันทึกไว้ ขณะที่ใน ‘The Muqaddimah’ อิบนุ คอลดูน ก็ได้ยกเรื่องเล่าที่คล้ายกัน เพียงแต่เกิดกับ ‘ห้องสมุดโซโรอัสเตอร์’ ในเปอร์เซีย ที่ถูกพิชิตก่อนหน้าโดยแม่ทัพสะอฺด์ บิน อะบีวักกอศ ซึ่งอุมัรสั่งให้เขาเอาหนังสือที่ทั้งสอดคล้องหรือขัดแย้งกับอัลกุรอานทิ้งลงน้ำไปเสีย

อย่างไรก็ตาม การทำลายห้องสมุดในช่วงสงครามไม่ใช่เรื่องใหม่ ไม่ว่าจะเป็น ‘Library of Caesarea’ ใน ศตวรรษที่ 5 ‘The Grand Library of Baghdad’ ใน ศตวรรษที่ 13 หรือในกรณี ‘The National and University Library of Bosnia and Herzegovina’ ในปี ค.ศ.1992 ที่ถูกกองกำลังเซิร์บทำลายหนังสือไปเกือบ 2 ล้านเล่ม เพียงเพราะมันเก็บบันทึกอัตลักษณ์สังคมพหุวัฒนธรรมของชาวบอสเนียฯ ที่ปกครองโดยมุสลิม จนเป็นที่มาของคำว่า ‘culturcide’ และล่าสุด ‘A Youth Library in Chernihiv’ ซึ่งเก็บข้อมูลย้อนหลังไม่ต่ำกว่า 1,300 ปีของชาวยูเครน ที่ถูกรัซเซียยิงปืนใหญ่ใส่เมื่อวันที่ 11 เมษายน ค.ศ.2022 ท่ามกลางความเงียบงันของชาวโลก

ต่างจากกรณีข้อกล่าวหาต่อห้องสมุดอเล็กซานเดรีย อันเป็นบรรพบุรุษความรู้ของชาวยุโรป ซึ่งมุสลิมตกเป็นจำเลย ท่ามกลางการเติบโตของอิสลามในภูมิภาคที่สร้างความหวาดหวั่นอยู่ตลอด ถึงขั้นนักการเมืองขวาจัดในสวีเดนต้องออกมาเผาอัลกุรอานโดยมีตำรวจคุ้มกัน ตลอดจนการห้ามสวมฮิญาบในที่สาธารณะทุกที่ ที่เคยเป็นนโยบายชิงประธานาธิบดีฝรั่งเศสในปี ค.ศ.2022 มาแล้ว

.

ฮารูน สุหลง : เรื่อง

อ้างอิง :

  1. An enquiry into the destruction of the grand Alexandrian library, Shibli Nomani (1893)
  2. What Happened to the Ancient Library of Alexandria, Mostafa El-Abbadi and Omnia Mounir Fathallah (2008)
  3. https://www.milligazette.com/Archives/01122002/0112200252.htm
  4. https://historyofinformation.com/detail.php?id=5023
  5. https://www.nlm.nih.gov/hmd/arabic/mon11.html
  6. https://www.researchgate.net/publication/307856004_Who_burnt_the_grand_library_of_Alexandria
  7. https://www.theartnewspaper.com/2022/03/15/museum-building-heavily-damaged-in-ukraines-battle-ravaged-city-of-chernihiv

More from Haroun Sulong's Blog
All posts